ได้อ่านหลายๆ บทความเกี่ยวกับการตกปลาแบสของทางอเมริกา ก็พอจะจับทางกลยุทธพื้นฐานที่เขาใช้กันได้บ้างครับและน่าจะนำมาปรับใช้กับการตกปลาบ้านเราได้
ส่วนสำคัญที่สุดของการตกปลาคือการหาหมายให้ได้ก่อนครับ ก็อาจจะถามจากคนที่รู้แหล่ง สังเกตจากสภาพแวดล้อม สังเกตการปลาขึ้นน้ำ ฝูงกุ้ง ฝูงปลาเหยื่อ หรือใช้โซน่าสแกนสำรวจสิ่งแวดล้อมและภูมิประเทศใต้น้ำที่คาดว่าปลาจะอาศัยอยู่
Search Bait
หลังจากที่ได้หมายที่คาดว่าจะมีตัวแล้ว เราจะกำหนดตำแหน่งของปลาให้แคบลง โดยอาศัยหลักการที่ว่าปลาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในหมายและน่าจะมีปลาตัวใดตัวหนึ่งหรือมากกว่าที่กำลังแอ็คทีฟและพร้อมตอบสนองต่อเหยื่อ เราจะเลือกใช้เหยื่อที่กระตุ้นให้เกิด reflex strike หรือการชาร์จที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของนักล่า เหยื่อแบบนี้จะมีแอ็คชั่นที่หรือหวา มีแสงสะท้อน มีเสียงและสร้างคลื่นน้ำกระตุ้นการสไตรค์ของปลา และควรเป็นเหยื่อที่เคลื่อนที่เร็วเพื่อจะได้ครอบคลุมพื้นที่ได้มาก ทำให้หาตำแหน่งของฝูงปลาได้ง่ายขึ้น เหยื่อแบบนี้เรียกว่า Search Bait ซึ่งได้แก่ ใบพัด/buzzbait,สปินเนอร์/สปินเนอร์เบท,สปูน,ปลั๊กประเภทต่างๆ ทั้งผิวน้ำและดำน้ำ หรืออาจเป็นเหยื่ออื่นๆ ที่สามารถสร้างแอ็คชั่นโดยการลากเหยื่อเร็วๆ ได้
Follow-up Bait
หลังจากที่กำหนดตำแหน่งของฝูงปลาได้แล้ว ก็อาจใช้ Seach Bait ตีไปที่ตำแหน่งนั้นต่อไปเพื่อตกปลาที่กำลังแอ็คทีฟขึ้นมาให้มากที่สุด เป็นการประหยัดเวลา (เวลาแข่งตกปลาต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่า) เมื่อตี Search bait ไปแล้วปลาชาร์จน้อยตัวลงหรือไม่ชาร์จแล้ว ก็ควรเช็คบริเวณนั้นอีกครั้งด้วยเหยื่อประเภท Follow-up bait เหยื่อประเภทนี้เป็นประเภทเคลื่อนที่ช้า เหมือนจริง ให้ปลาได้มีเวลาพินิจพิจารณานานๆ มีแอ็คชั่นเหมือนอาหารมื้อง่ายๆ ที่ไม่ต้องออกแรงไล่ล่า เช่น ปลาบาดเจ็บจะตายไม่ตายแหล หรือเหมือนจิ้งจก แมลง ไส้เดือน หรือหนอนที่ตกลงมาในน้ำ การชาร์จลักษณะนี้เรียกว่า Opportunistic feeding หรือการกินตามโอกาสอำนวย เหมือนเราไม่หิวแต่เห็นมันฝรั่งแผ่นซักชิ้นสองชิ้นก็อยากกิน แต่ถ้าให้กินข้าวผัดจานใหญ่ให้หมดคงไม่กิน เป็นธรรมชาติของสัตว์ที่จะกินอาหารเพื่อสะสมพลังงานไว้แม้จะไม่หิว เหยื่อ Follow-up bait ที่นิยมกันได้แก่ หนอนยาง/ปลายาง/เหยื่อยางสารพัดแบบ,เหยื่อรับเบอร์จิ๊ก,ปลั๊กแบบหยุดกลางน้ำ (Suspension) หรืออาจเป็นเหยื่ออื่นๆ ที่สร้างแอ็คชั่นแบบช้าได้
มีเหยื่อหลายตัวนะครับที่สามารถเป็นทั้ง Search Bait และ Follow-up Bait ได้ ขึ้นอยู่กับนักตกปลาว่าจะสร้างแอ็คชั่นแบบไหน เช่น หนอนยางแบบ texas ที่สามารถสร้างแอ็คชั่นทั้งกระตุกเร็ว หรือลากช้าๆ ได้, ป๊อบเปอร์สามารถป๊อบเร็วๆ หรือป๊อบแล้วหยุดนานๆ ได้, เหยื่อกบยางลากผิวน้ำเร็วๆ หรือหยุดให้จมลงไปหน้าดินได้ หรือปลั๊กแบบดำน้ำลึกก็สามารถลากได้ทั้งเร็วและช้าแล้วแต่ว่าต้องการให้เกิดการชาร์จเหยื่อแบบไหน ก็ลองนำหลักการที่ว่ามาไปประยุกต์ใช้ดูและหวังว่าจะช่วยให้การออกทริปแต่ละครั้งสนุกสนามมากยิ่งขึ้นครับ... ขอให้มีความสุขกับการตกปลาครับ
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทำไมปลาช่อนมีฟอง?
เหล่าสาวกเท็กซัสทั้งหลายคงเจอบ่อยนะครับ เวลาสไลด์หนอนแล้วไปสะดุดอะไรซักอย่าง ก็ต้องชั่งใจกันว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ถ้ามีฟองฟอดขึ้นมาก็เป็นอันว่าเปิดหน้ารอกได้เลย ผมก็สงสัยมานานแล้วนะครับว่าทำไมปลาช่อนต้องทำฟองฟอดออกมา วันนี้ก็พอสรุปคำตอบที่น่าพอใจได้แล้ว
ปลาช่อน หรือ ภาษาสุภาพเรียกว่า ปลาปอด เป็นปลาล่าเหยื่อที่มีนิสัยชอบซุ่มอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ในจุดที่มีที่หลบซ่อนหรือฝังตัวอยู่ในโคลนโดยบริเวณอกระหว่างครีบคู่หน้าจะมีลักษณะที่ทำให้ปลาช่อนสามารถยึดตัวอยู่กับหน้าดินได้ การซุ่มนี้ก็เพื่อรออะไรซักอย่างที่พอเป็นอาหารได้ผ่านมา แล้วก็โจมตีอย่างรวดเร็ว การซุ่มแบบนี้ถึงแม้ว่าจะทำให้ปลาสามารถเซฟการใช้พลังงานได้แต่ก็ทำให้ขาดอ็อกซิเจนได้เช่นกัน เพราะไม่มีการเคลื่อนไหว น้ำไหลผ่านเหงือกได้น้อย ปลาช่อนจึงมีวิวัฒนาการในการอุบอากาศมาเก็บไว้ในตัวเพื่อสามารถนำอ็อกซิเจนในอากาศมาใช้ได้โดยไม่ต้องอาศัยเหงือก ซึ่งก็ทำให้ปลาช่อนอยู่แบบนิ่งสนิทได้ ถ้าเป็นปลาอื่นๆ ซุ่มอยู่นิ่งๆ อย่างน้อยก็ต้องขยับเหงือกเพื่อให้น้ำไหลผ่าน แต่ปลาซ่อนสามารถอยู่นิ่งสนิทจริงๆ แบบไม่ขยับเหงือกได้
อย่างไรก็ตามการที่ปลาช่อนฮุบอากาศเข้าไปก็มีข้อเสียเช่นกัน คืออากาศที่ฮุบเข้าไปทำให้ความหนาแน่นของตัวปลาน้อยลง ก็เสมือนกับว่าน้ำหนักของตัวปลาในน้ำนั้นน้อยลง ดังนั้นเมื่อปลาช่อนกัดเหยื่อจะพ่นอากาศออกมาเพื่อให้ตัวมันเองมีน้ำหนักมากขึ้นทันทีทันใด เป็นการทิ้งน้ำหนักตัวเพื่อให้การกัดรุนแรงและสร้างความบาดเจ็บให้เหยื่อมากที่สุด และอาจมีการกดเหยื่อไว้กับหน้าดินเพื่อให้เหยื่อไม่เคลื่อนไหวและตาย ก่อนที่จะกลืนกินเหยื่อต่อไป
นอกจากนี้ปลาช่อนยังใช้การพ่นฟองอากาศเป็นการขู่ผู้รุกรานอีกด้วย หากสนใจเรื่องการโจมตีเหยื่อของพวกปลาช่อนหรือชะโดก็ลองหาใน youtube ดูได้นะครับ จะมีพวกเลี้ยงปลาตู้ที่ถ่ายคลิปตอนปลากินเหยื่อมาให้ดูกัน ดูโรคจิตนิดๆ แต่ก็ดูเพื่อการศึกษาได้เช่นกันมีความคิดเห็นหรือคำถามยังไงก็โพสไว้ได้นะครับ
ขอให้มีความสุขกับการตกปลานะครับ
ปลาช่อน หรือ ภาษาสุภาพเรียกว่า ปลาปอด เป็นปลาล่าเหยื่อที่มีนิสัยชอบซุ่มอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ในจุดที่มีที่หลบซ่อนหรือฝังตัวอยู่ในโคลนโดยบริเวณอกระหว่างครีบคู่หน้าจะมีลักษณะที่ทำให้ปลาช่อนสามารถยึดตัวอยู่กับหน้าดินได้ การซุ่มนี้ก็เพื่อรออะไรซักอย่างที่พอเป็นอาหารได้ผ่านมา แล้วก็โจมตีอย่างรวดเร็ว การซุ่มแบบนี้ถึงแม้ว่าจะทำให้ปลาสามารถเซฟการใช้พลังงานได้แต่ก็ทำให้ขาดอ็อกซิเจนได้เช่นกัน เพราะไม่มีการเคลื่อนไหว น้ำไหลผ่านเหงือกได้น้อย ปลาช่อนจึงมีวิวัฒนาการในการอุบอากาศมาเก็บไว้ในตัวเพื่อสามารถนำอ็อกซิเจนในอากาศมาใช้ได้โดยไม่ต้องอาศัยเหงือก ซึ่งก็ทำให้ปลาช่อนอยู่แบบนิ่งสนิทได้ ถ้าเป็นปลาอื่นๆ ซุ่มอยู่นิ่งๆ อย่างน้อยก็ต้องขยับเหงือกเพื่อให้น้ำไหลผ่าน แต่ปลาซ่อนสามารถอยู่นิ่งสนิทจริงๆ แบบไม่ขยับเหงือกได้
อย่างไรก็ตามการที่ปลาช่อนฮุบอากาศเข้าไปก็มีข้อเสียเช่นกัน คืออากาศที่ฮุบเข้าไปทำให้ความหนาแน่นของตัวปลาน้อยลง ก็เสมือนกับว่าน้ำหนักของตัวปลาในน้ำนั้นน้อยลง ดังนั้นเมื่อปลาช่อนกัดเหยื่อจะพ่นอากาศออกมาเพื่อให้ตัวมันเองมีน้ำหนักมากขึ้นทันทีทันใด เป็นการทิ้งน้ำหนักตัวเพื่อให้การกัดรุนแรงและสร้างความบาดเจ็บให้เหยื่อมากที่สุด และอาจมีการกดเหยื่อไว้กับหน้าดินเพื่อให้เหยื่อไม่เคลื่อนไหวและตาย ก่อนที่จะกลืนกินเหยื่อต่อไป
นอกจากนี้ปลาช่อนยังใช้การพ่นฟองอากาศเป็นการขู่ผู้รุกรานอีกด้วย หากสนใจเรื่องการโจมตีเหยื่อของพวกปลาช่อนหรือชะโดก็ลองหาใน youtube ดูได้นะครับ จะมีพวกเลี้ยงปลาตู้ที่ถ่ายคลิปตอนปลากินเหยื่อมาให้ดูกัน ดูโรคจิตนิดๆ แต่ก็ดูเพื่อการศึกษาได้เช่นกันมีความคิดเห็นหรือคำถามยังไงก็โพสไว้ได้นะครับ
ขอให้มีความสุขกับการตกปลานะครับ
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เหยื่อติด ปลาไม่แ_ก สติแตก รองเท้าขาด
...วางแผน เตรียมอุปกรณ์และเหยื่อถึงตี 2 ออกไปตกปลา ตีเหยื่อไปก็ไปติดกับตอ ตียังไงปลาก็ไม่กิน แถมยังลอยหน้าลอยตามาให้เห็นอีก ร้อนก็ร้อน แดดก็แรง เมื่อยก็เมื่อย รองเท้าก็มาขาดอีก เฮ้อ... ชีวิตนักตกปลา...
...ตีเท็กซัสนี่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตีเหยื่อ ตีเหยื่อ แล้วก็ตีเหยื่ออย่างไม่วอกแวก ตอนแรกๆ ก็ตีได้ดี ได้จังหวะ มีปลามาชาร์ตแต่ไม่ติด แต่พอเห็นมันขึ้นมาลอยหน้าลอยตากันเป็นระยะๆ แต่ตีเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมกินก็เลยเสียสมาธิไป ตี4-5ทีก็เปลี่ยนเหยื่อ เปลี่ยนอยู่นั่นแหละหวังว่าจะพยายามเร่งให้มันมากินเร็วๆ ก็กลายเป็นเร่งตัวเอง แถมใช้ชุดสปินนิ่งหมุนซ้าย เมื่อยแขนขวาน่าดู...
...สรุปสกอร์...ศูนย์ ...
บทเรียนที่ได้วันนี้
- อย่าเอาเหยื่อไปมากไปเกินไป ทำให้วอกแวก
- อย่าไปสนใจปลาตัวที่มันลอยหน้าลอยตาให้เราเห็น ตัวที่กินเหยื่อเป็นพวกที่ซ่อนอยู่ และมีกว่าเยอะ
- เน้นตีเหยื่อเข้าไว้ เหยื่ออยู่ในน้ำนานเท่าไหร่ โอกาสก็มาเท่านั้น
- ตีเหยื่อปลอมใช้หมุนขวาดีกว่าไม่ว่าจะเป็นเบทหรือสปิน หมุนซ้ายต้องใช้มือขวาทั้งตีทั้งออกแอ็คชั่น เมื่อยมือน่าดู...
...มีความสุขกับการตกปลานะครับ...
...ตีเท็กซัสนี่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตีเหยื่อ ตีเหยื่อ แล้วก็ตีเหยื่ออย่างไม่วอกแวก ตอนแรกๆ ก็ตีได้ดี ได้จังหวะ มีปลามาชาร์ตแต่ไม่ติด แต่พอเห็นมันขึ้นมาลอยหน้าลอยตากันเป็นระยะๆ แต่ตีเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมกินก็เลยเสียสมาธิไป ตี4-5ทีก็เปลี่ยนเหยื่อ เปลี่ยนอยู่นั่นแหละหวังว่าจะพยายามเร่งให้มันมากินเร็วๆ ก็กลายเป็นเร่งตัวเอง แถมใช้ชุดสปินนิ่งหมุนซ้าย เมื่อยแขนขวาน่าดู...
...สรุปสกอร์...ศูนย์ ...
บทเรียนที่ได้วันนี้
- อย่าเอาเหยื่อไปมากไปเกินไป ทำให้วอกแวก
- อย่าไปสนใจปลาตัวที่มันลอยหน้าลอยตาให้เราเห็น ตัวที่กินเหยื่อเป็นพวกที่ซ่อนอยู่ และมีกว่าเยอะ
- เน้นตีเหยื่อเข้าไว้ เหยื่ออยู่ในน้ำนานเท่าไหร่ โอกาสก็มาเท่านั้น
- ตีเหยื่อปลอมใช้หมุนขวาดีกว่าไม่ว่าจะเป็นเบทหรือสปิน หมุนซ้ายต้องใช้มือขวาทั้งตีทั้งออกแอ็คชั่น เมื่อยมือน่าดู...
...มีความสุขกับการตกปลานะครับ...
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ระบบหน่วง (Daiwa vs Shimano) ตอน 2
...หวังว่าจากตอนที่ 1 คงพอเข้าใจกลไกการเกิดสายฟู่กันบ้างแล้ว ทีนี้มาเข้าใจถึงการทำงานของระบบหน่วงแต่ละอย่างกัน แต่ก่อนอื่นขออธิบายกันเรื่องศัพย์ภาษาอังกฤษกันหน่อยว่า ระบบหน่วงของรอกเบท ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Cast Control System หรือ Brake System ส่วนระบบเบรคของรอกเบท ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Drag System ก็ดูขำๆ ดีนะครับ...
...ตอนนี้มาทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ทางวิทยาศาสตร์ของระบบหน่วงกัน ระบบหน่วงที่จะพูดถึงในบทความนี้มีอยู่ 3 แบบคือ
1. ระบบหน่วงแกนสปูลหรือ Spool Tension
2. ระบบหน่วงแม่เหล็กหรือ Magnetic
3. ระบบเม็ดหน่วงหรือ Centrifugal
1. ระบบหน่วงแกนสปูล หรือ Spool Tension ระบบนี้เท่าที่เคยเห็นก็มีในรอกเบททุกตัว แล้วก็อยู่ข้างมือหมุนด้วย ในรูปที่ 1 เป็นตำแหน่งของระบบหน่วงแกนสปูลในรอก CT-700 ครับ ปุ่มนี้บ้านเราเรียกกันว่าปุ่มปรับหน่วงหรือ Spool tension knob หลักการก็ไม่มีอะไรมาก ปรับให้ปุ่มปรับหน่วงไปกดที่ปลายสปูลเพื่อให้เกิดแรงเสียดทาน ปรับแน่นมากก็เกิดแรงเสียดทานมาก ปรับหลวมหน่อยก็เกิดแรงเสียดทานน้อยหรือไม่มีเลย ตามสมการ
3. ระบบเม็ดหน่วงหรือ Centifugal สร้างแรงหน่วงโดยอาศัยแรงเหวี่ยงของสปูลเหวี่ยงเม็ดหน่วงให้ไปสัมผัสกับวงแหวนให้เกิดแรงเสียดทาน รูปที่ 5 เป็นรูประบบเม็ดหน่วงของ Shimano Cardiff 100A ระบบเม็ดหน่วงมีแรงหน่วงเพิ่มขึ้นแบบ Parabolic คือเมื่อสปูลหมุนเร็วขึ้น แรงหน่วงจะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลังสองตาม ตามสมการ
จากสมการเห็นได้ว่าแรงหน่วงแปรผันตามความเร็วในการหมุนของสปูลยกกำลังสอง และแปรผันตรงตามมวลซึ่งก็คือน้ำหนักของเม็ดหน่วง(รวมไปถึงจำนวนของเม็ดหน่วงที่เปิดใช้งานด้วย) สามารถแสดงเป็นกราฟได้ดังรูปที่ 6
...ตอนนี้มาทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ทางวิทยาศาสตร์ของระบบหน่วงกัน ระบบหน่วงที่จะพูดถึงในบทความนี้มีอยู่ 3 แบบคือ
1. ระบบหน่วงแกนสปูลหรือ Spool Tension
2. ระบบหน่วงแม่เหล็กหรือ Magnetic
3. ระบบเม็ดหน่วงหรือ Centrifugal
1. ระบบหน่วงแกนสปูล หรือ Spool Tension ระบบนี้เท่าที่เคยเห็นก็มีในรอกเบททุกตัว แล้วก็อยู่ข้างมือหมุนด้วย ในรูปที่ 1 เป็นตำแหน่งของระบบหน่วงแกนสปูลในรอก CT-700 ครับ ปุ่มนี้บ้านเราเรียกกันว่าปุ่มปรับหน่วงหรือ Spool tension knob หลักการก็ไม่มีอะไรมาก ปรับให้ปุ่มปรับหน่วงไปกดที่ปลายสปูลเพื่อให้เกิดแรงเสียดทาน ปรับแน่นมากก็เกิดแรงเสียดทานมาก ปรับหลวมหน่อยก็เกิดแรงเสียดทานน้อยหรือไม่มีเลย ตามสมการ โดย F คือแรงเสียดทานที่เกิดกับปลายของแกนสปูล, u คือสัมประสิทธิแรงเสียดทานหรือตัวคูณคงที่ และ N คือแรงกดของปุ่มปรับหน่วง
เห็นได้ว่าในสมการไม่มีตัวแปรที่เกี่ยวกับการหมุนของสปูลเลย ดังนั้นเราสามารถแสดงกราฟแรงหน่วงกับความเร็วในการหมุนของสปูลได้ดังรูปที่ 2
เห็นได้ว่าในสมการไม่มีตัวแปรที่เกี่ยวกับการหมุนของสปูลเลย ดังนั้นเราสามารถแสดงกราฟแรงหน่วงกับความเร็วในการหมุนของสปูลได้ดังรูปที่ 2
2. ระบบหน่วงแม่เหล็ก หรือ Mag Force (Magnetic Force) มีแรงหน่วงเพิ่มขึ้นแบบ Linear คือสปูลหมุนเร็ว มีแรงหน่วงมาก สปูลหมุนช้ามีแรงหน่วงน้อย ตามสมการ
T=cwf^2
โดย T คือแรงเบรคbrake torque), c คือค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านเป็นค่าคงที่ที่ขึ้นอยู่กับโลหะที่ทำสปูลและดีไซน์ของตัวรอก
และสปูล, f^2 อันนี้หมายถึง f ยกกำลังสองครับ โดย f คือปริมาณกระแสแม่เหล็ก (Magnetic flux) พูดง่ายๆ ก็คือแรงดูดของแม่เหล็กนั่นเอง
จากสมการจะเห็นว่าแรงแปรผันตาม w หรือความเร็วในการหมุนของสปูล และแปรผันกับ f แบบยกกำลังสอง โดยค่า f หรือกระแสแม่เหล็กจะมากจะน้อยเป็นไปตามคลิ๊กหน่วงที่เราปรับ โดยแต่ละคลิ๊กจะทำให้ตำแหน่งของแม่เหล็กขยับไปเท่าๆ กันก็อนุมานว่าสนามแม่เหล็กก็เปลี่ยนแปลงไปเท่าๆ กัน ดังนั้นจะได้กราฟแรงหน่วงดังรูปที่ 3
ชื่อเต็มๆ ของแรงเบรคที่เกิดนี้เรียกว่า Magnetic Brake Torque หรือ Eddy Current Brake Torque แม้เรารู้สึกว่าแม่เหล็กดูดเฉพาะเหล็ก แต่ที่เคยทำงานมาพบว่าแม่เหล็กดูดทองคำด้วย (แผ่นทองบางๆ ที่ฉาบบนบอร์ดอิเล็กโทรนิกส์ประเภท flex) ไอ้เรื่องดูดไม่ดูดนี้มันเกี่ยวกับสาร magnetic ในโลหะ
ส่วนกรณีของ Eddy Current Brake Torque นั้นเกิดจากแรงแม่เหล็กกระทำต่ออิเล็กตรอนอิสระที่มีอยู่ในโลหะทุกชนิด เมื่ออิเล็กตรอนอิสระได้รับอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กและมีการเคลื่อนที่ไปในทางเดียวกัน เกิดเป็นสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กดึงดูดกับแม่เหล็กกลายเป็นแรงต้านทานการหมุนขึ้นมา ปรากฎการณ์อีกอย่างนึงที่ขอกล่าวถึงในที่นี้คือปรากฎการณ์ Skin Effect เป็นปรากฎการณ์ที่อิเล็กตรอนเฉพาะที่ผิวของโลหะเท่านั้นที่เกิดปรากฎการณ์สนานสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กจนเกิดแรงต้าน พูดง่ายๆก็คือระบบหน่วงแม่เหล็กที่มีพื้นผิวมาก แรงต้านก็มากไปด้วย จากรูปที่ 4 เป็นระบบหน่วงแม่เหล็กของ Daiwa เทียบกับรอก Silstar ที่ใช้ระบบแม่เหล็กเหมือนกัน ในระบบหน่วงของ Daiwa มีชิ้นส่วนเป็นรูปถ้วยและทำจากเหล็กด้วย แม้ใช้แม่เหล็กน้อยก็มีแรงเบรคมากได้
ส่วนกรณีของ Eddy Current Brake Torque นั้นเกิดจากแรงแม่เหล็กกระทำต่ออิเล็กตรอนอิสระที่มีอยู่ในโลหะทุกชนิด เมื่ออิเล็กตรอนอิสระได้รับอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กและมีการเคลื่อนที่ไปในทางเดียวกัน เกิดเป็นสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กดึงดูดกับแม่เหล็กกลายเป็นแรงต้านทานการหมุนขึ้นมา ปรากฎการณ์อีกอย่างนึงที่ขอกล่าวถึงในที่นี้คือปรากฎการณ์ Skin Effect เป็นปรากฎการณ์ที่อิเล็กตรอนเฉพาะที่ผิวของโลหะเท่านั้นที่เกิดปรากฎการณ์สนานสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กจนเกิดแรงต้าน พูดง่ายๆก็คือระบบหน่วงแม่เหล็กที่มีพื้นผิวมาก แรงต้านก็มากไปด้วย จากรูปที่ 4 เป็นระบบหน่วงแม่เหล็กของ Daiwa เทียบกับรอก Silstar ที่ใช้ระบบแม่เหล็กเหมือนกัน ในระบบหน่วงของ Daiwa มีชิ้นส่วนเป็นรูปถ้วยและทำจากเหล็กด้วย แม้ใช้แม่เหล็กน้อยก็มีแรงเบรคมากได้
3. ระบบเม็ดหน่วงหรือ Centifugal สร้างแรงหน่วงโดยอาศัยแรงเหวี่ยงของสปูลเหวี่ยงเม็ดหน่วงให้ไปสัมผัสกับวงแหวนให้เกิดแรงเสียดทาน รูปที่ 5 เป็นรูประบบเม็ดหน่วงของ Shimano Cardiff 100A ระบบเม็ดหน่วงมีแรงหน่วงเพิ่มขึ้นแบบ Parabolic คือเมื่อสปูลหมุนเร็วขึ้น แรงหน่วงจะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลังสองตาม ตามสมการF=m(wr)^2
โดย F คือแรงที่เม็ดหน่วงกระทำกับวงแหวนให้เกิดแรงเสียดทาน, m คือมวลของเม็ดหน่วย, w คือความเร็วในการหมุนของสปูล และ r คือรัศมีหรือระยะห่างจากจุดศุนย์กลางสปูลไปถึงเม็ดหน่วง
จากสมการเห็นได้ว่าแรงหน่วงแปรผันตามความเร็วในการหมุนของสปูลยกกำลังสอง และแปรผันตรงตามมวลซึ่งก็คือน้ำหนักของเม็ดหน่วง(รวมไปถึงจำนวนของเม็ดหน่วงที่เปิดใช้งานด้วย) สามารถแสดงเป็นกราฟได้ดังรูปที่ 6ทีนี้เพื่อให้เข้าใจระบบหน่วงแต่ละแบบ เราต้องเข้าใจการทำงานของระบบหน่วงก่อน โดยมีแนวทางง่ายๆ คือให้สังเกตว่าเกิดอาการฟู่ตอนไหนนะครับคือ
1) เมื่อขว้างเหยื่อออกไปแล้วเกิดอาการฟู่หลังจากเหยื่อผ่านจุดสูงสุดไปแล้วก็ให้ปรับ "หน่วงแกนสปูล" ให้แน่นขึ้น เพราะระบบหน่วงแกนสปูลมีผลช่วงที่เหยื่อกลับมามีแรงดึงกระทำกับสปูลอีกครั้งหลังจากจุดสูงสุด (หาอ่านรายละเอียดได้ในตอนที่ 1 นะครับ)
2) เมื่อขว้างเหยื่อออกไปแล้วเกิดอาการฟู่ก่อนที่เหยื่อไปถึงจุดสูงสุด ถ้าแบบนี้ให้ปรับระบบหน่วงแม่เหล็กหรือเม็ดหน่วงจะเข้ามาทำหน้าที่ในการป้องกันการฟู่ โดยดูจากได้รูปที่ 7 

รูปที่ 7 นี้ได้จากการนำรูปที่ 5 และ 6 มาพล็อตเทียบและหักลบกับความเร็วสปูล จากรูปเห็นได้ว่าระบบเม็ดหน่วง (เส้นสีแดง)จะลดความเร็วสปูลให้เป็นแนวเดียวกับกับความเร็วของเหยื่อ (เส้นประสีส้ม) เพราะระบบเม็ดหน่วงนั้นมีแรงหน่วงเปลี่ยนไปตามความเร็วเป็นแบบ parabolic เช่นเดียวกับความเร็วของเหยื่อ ส่วนระบบหน่วงแม่เหล็ก (เส้นสีเขียว) จะลดความเร็วของสปูลลงอย่างรวดเร็วจนเหมาะสมกับความเร็วของเหยื่อ จากนั้นก็ปล่อยสปูลให้เป็นหมุนฟรีเป็นอิสระ
มาถึงตรงนี้ผมก็ไม่กล้าสรุปหรอกนะครับว่าอะไรดีกว่า แต่ขอให้ความคิดเห็นว่าจากลักษณะการทำงานของระบบหน่วงแม่เหล็กนั้นหน่วงให้ความเร็วของสปูลลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงระดับความเร็วของเหยื่อจากนั้นก็ปล่อยให้สปูลหมุนอย่างอิสระนั้นทำให้ตีเหยื่อได้ระยะกว่า และตีเหยื่อน้ำหนักเบาได้ดีกว่า ระบบหน่วงแม่เหล็กนั้นสามารถปรับช่วงโค้ง (เส้นสีเขียว) ให้โค้งมากหรือน้อยได้หลากหลายกว่า ทำให้ตีต้านลมได้ดีกว่า
ส่วนระบบเม็ดหน่วงนั้นแรงหน่วงกระทำต่อสปูลอย่างสม่ำเสมอและช่วงโค้ง (เส้นสีแดง) ปรับได้น้อยกว่าระบบแม่เหล็ก แต่ด้วยช่วงโค้งที่ใกล้เคียงกับความเร็วของเหยื่อ (เส้นประสีส้ม)ทำให้การตีเหยื่อที่ทำมุมขนานกับผิวน้ำ เช่น sidecast, under-hand roll, การทอยเหยื่อ (flippin) หรือ การดีดเหยื่อ (pitchin) ทำได้ดีกว่าระบบแม่เหล็ก และแรงหน่วงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ ระดับการปรับ (รูปที่ 6) ทำให้ใช้งานกับเหยื่อน้ำหนักต่างๆ ได้หลากหลายกว่า
มาถึงตอน 2 แล้วก็หวังว่าน้าๆ คงพอเข้าใจพื้นฐานระบบหน่วงแต่ละชนิดบ้างแล้วนะครับ ในตอนต่อไปจะอธิบายถึงระบบหน่วงของ Daiwa และ Shimano ซึ่งทั้งสองบริษัทก็มีเทคนิคต่างๆ ที่ทำให้ระบบหน่วงทั้งสองระบบพัฒนาไปสู่ขั้น Advance ชดเชยข้อด้อยต่างๆ จนเกือบสมบูรณ์แบบ ติดตามได้ในตอน 3 นะครับ
ขอให้มีความสุขกับการตกปลานะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ระบบหน่วง (Shimano vs Daiwa) ตอน 1
...ผมเป็นคนนึงที่ชอบใช้รอกเบทมากๆครับ ชอบตอนสปูลสะบัดน้ำตอนตีเหยื่อ ชอบแรงสั่นสะเทือนเวลาปลาลากสายออกจากรอก และชอบอีกหลายๆ อย่าง ชอบใครชอบมันก็แล้วกัน รอกเบทตัวแรกของผมเป็น CT400 ก็เลยซื้อแต่ชิมาโนมาอีก 2-3 ตัว พักหลังๆ ก็มาลองดูไดว่าบ้าง เห็นได้ว่าชิมาโนเป็นระบบเม็ดหน่วงเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนไดว่าโดยมากเป็นระบบแม่เหล็ก อดสงสัยไม่ได้ก็เคยไปค้นคว้ามาแล้วก็ขอเอามาแบ่งปันกันนะที่นี้ก็แล้วกันครับ...
...ก่อนอื่น...มาทำความเข้าใจสักนิดก่อนนะครับว่าสายมันฟู่ได้อย่างไร...
...เวลาตีเหยื่อออกไปเหยื่อก็จะพุ่งเป็นแนวเฉียงทำมุมกับพื้น ซึ่งเราแตกความเร็วของเหยื่อที่พุ่งออกเป็น 2 แนวคือ
...1.ความเร็วในแนวขนาน (แกน x) ซึ่งเป็นความเร็วของเหยื่อที่ขนานกับพื้น โดยความเร็วแนวขนานสูงสุดอยู่ในจังหวะก่อนที่เราปล่อยนิ้วโป้งที่กดสปูลอยู่ และเมื่อเราปล่อยนิ้วโป้งให้เหยื่อพุ่งออกไป ความเร็วในแนวขนานจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามแรงต้านอากาศ หรืออาจมีลมพัดตามมา (ไม่ขอพูดถึงการตีเหยื่อตามลมนะครับ เพราะไม่ค่อยฟู่หรอก)...
...2.ความเร็วในแนวดิ่ง (แกน y) เป็นความเร็วที่เหยื่อพุ่งขึ้นไปในอากาศ ความเร็วในแนวดิ่งมีการเปลี่ยนแปลงต่างจากความเร็วในแนวขนาด ความเร็วในแนวดิ่งมีความเร็วสูงสุดตอนที่ตีเหยื่อออกไปเหมือนความเร็วในแนวขนาน แต่ค่อยๆลดลงจนความเร็วในแนวดิ่งเป็นศูนย์ จากนั้นความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเหยื่อตกลงมา จนมีความเร็วสูงสุดอีกครั้งในระดับที่เท่ากับจุดที่ตีเหยื่อ และมากขึ้นไปอีกหากเหยื่อตกลงไปต่ำกว่าระดับที่ตีเหยื่อ...
...เมื่อนำความเร็วทั้งสองมาบวกกกัน เราสามารถแสดงเป็นกราฟความเร็วของเหยื่อ(โดยไม่สนทิศทางของเหยื่อว่าพุ่งขึ้นหรือดิ่งลง) เราจะได้กราฟรูปที่ 1...
...ก่อนอื่น...มาทำความเข้าใจสักนิดก่อนนะครับว่าสายมันฟู่ได้อย่างไร...
...เวลาตีเหยื่อออกไปเหยื่อก็จะพุ่งเป็นแนวเฉียงทำมุมกับพื้น ซึ่งเราแตกความเร็วของเหยื่อที่พุ่งออกเป็น 2 แนวคือ
...1.ความเร็วในแนวขนาน (แกน x) ซึ่งเป็นความเร็วของเหยื่อที่ขนานกับพื้น โดยความเร็วแนวขนานสูงสุดอยู่ในจังหวะก่อนที่เราปล่อยนิ้วโป้งที่กดสปูลอยู่ และเมื่อเราปล่อยนิ้วโป้งให้เหยื่อพุ่งออกไป ความเร็วในแนวขนานจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามแรงต้านอากาศ หรืออาจมีลมพัดตามมา (ไม่ขอพูดถึงการตีเหยื่อตามลมนะครับ เพราะไม่ค่อยฟู่หรอก)...
...2.ความเร็วในแนวดิ่ง (แกน y) เป็นความเร็วที่เหยื่อพุ่งขึ้นไปในอากาศ ความเร็วในแนวดิ่งมีการเปลี่ยนแปลงต่างจากความเร็วในแนวขนาด ความเร็วในแนวดิ่งมีความเร็วสูงสุดตอนที่ตีเหยื่อออกไปเหมือนความเร็วในแนวขนาน แต่ค่อยๆลดลงจนความเร็วในแนวดิ่งเป็นศูนย์ จากนั้นความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเหยื่อตกลงมา จนมีความเร็วสูงสุดอีกครั้งในระดับที่เท่ากับจุดที่ตีเหยื่อ และมากขึ้นไปอีกหากเหยื่อตกลงไปต่ำกว่าระดับที่ตีเหยื่อ...
...เมื่อนำความเร็วทั้งสองมาบวกกกัน เราสามารถแสดงเป็นกราฟความเร็วของเหยื่อ(โดยไม่สนทิศทางของเหยื่อว่าพุ่งขึ้นหรือดิ่งลง) เราจะได้กราฟรูปที่ 1...

...แกนนอนของกราฟนี้คือระยะเวลาของการเหวี่ยงเหยื่อ วินาทีที่ 0 คือวินาทีที่เราปล่อยนิ้วจากสปูล ส่วนแกนตั้งคือความเร็ว...
...เส้นสีแดงคือ ความเร็วเหยื่อที่ดึงสายออกจากสปูลในสภาวะปกติ เส้นสีส้มคือ ความเร็วเหยื่อที่ดึงสายออกจากสปูลเวลาที่ตีเหยื่อต้านลม และเส้นสีน้ำเงินคือความเร็วของสปูล...
...ที่วินาทีที่ 0 คือวินาที่ที่เราปล่อยนิ้วจากสปูล ที่วินาทีนี้เหยื่อมีความเร็วสูงสุด แต่สปูลยังไม่หมุน เมื่อปล่อยนิ้วจะมีแรงดึงจากเหยื่อผ่านสายเบ็ดทำให้สปูลหมุนเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว...
...จนมาถึงจุด A การหมุนของสปูลเท่ากับความเร็วของเหยื่อจึงไม่มีแรงดึงที่จะมาทำให้สปูลหมุนเร็วขึ้นอีก มีเพียงแรงที่ดึงสายที่คลายออกการหมุนเท่านั้น ตั้งแต่จุด A ถึงจุด B ความเร็วของเหยื่อจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเหยื่อพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแรงความเร็วในแนวดิ่งเท่ากับศูนย์คงเหลือเฉพาะความเร็วในแนวระนาบเป็นจุดที่เหยื่อมีความเร็วต่ำที่สุดซึ่งก็คือจุด B ส่วนสปูลนั้นถูกดีไซน์ให้สมดุลย์มีแรงเสียดทานต่ำ สปูลจึงยังคงหมุนที่ความเร็วค่อนข้างคงที่ตามแรงเฉื่อยของตัวสปูลเอง...
...เมื่อเหยื่อพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วก็จะตกลงมา ทำให้เกิดความเร็วในแนวดิ่งอีกครั้ง ตั้งแต่จุด B ไปถึงจุด C ความเร็วของเหยื่อจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเท่ากับความเร็วในการหมุนของสปูลที่จุด C และตั้งแต่จุด C ไปถึงจุด D คือจุดมีแรงดึงจากเหยื่อไปเร่งการหมุนของสปูลอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งเหยื่อกระทบเป้าหมายและเราใช้นิ้วกดหยุดการหมุนของสปูลที่จุด D...
...จากกราฟ ช่วงขณะที่มีโอกาสเกิดสายฟู่ได้นั้นคือช่วงเวลาที่ความเร็วของเหยื่อช้ากว่าความเร็วของสปูลตั้งแต่จุด A ไปถึงจุด C นั่นเอง โดยจุดที่มีโอกาสเกิดสายฟู่มากที่สุดคือจุด B หรือช่วงเวลาที่เหยื่อพุ่งขึ้นไปสู่ต่ำแหน่งสูงสุด ผมเองก็เคยสังเกตุเหมือนกันว่าถ้าตีเหยื่อแบบไม่ใช่ระบบหน่วงเลย จะมีอยู่ช่วงจังหวะนึงที่สายบานฟูออกมาจากสปูล ต้องคอยเอานิ้วลูบไว้ แล้วสายที่บานฟูออกก็จะถูกดึงออกไปในที่สุด...
...เส้นสีแดงคือ ความเร็วเหยื่อที่ดึงสายออกจากสปูลในสภาวะปกติ เส้นสีส้มคือ ความเร็วเหยื่อที่ดึงสายออกจากสปูลเวลาที่ตีเหยื่อต้านลม และเส้นสีน้ำเงินคือความเร็วของสปูล...
...ที่วินาทีที่ 0 คือวินาที่ที่เราปล่อยนิ้วจากสปูล ที่วินาทีนี้เหยื่อมีความเร็วสูงสุด แต่สปูลยังไม่หมุน เมื่อปล่อยนิ้วจะมีแรงดึงจากเหยื่อผ่านสายเบ็ดทำให้สปูลหมุนเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว...
...จนมาถึงจุด A การหมุนของสปูลเท่ากับความเร็วของเหยื่อจึงไม่มีแรงดึงที่จะมาทำให้สปูลหมุนเร็วขึ้นอีก มีเพียงแรงที่ดึงสายที่คลายออกการหมุนเท่านั้น ตั้งแต่จุด A ถึงจุด B ความเร็วของเหยื่อจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเหยื่อพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแรงความเร็วในแนวดิ่งเท่ากับศูนย์คงเหลือเฉพาะความเร็วในแนวระนาบเป็นจุดที่เหยื่อมีความเร็วต่ำที่สุดซึ่งก็คือจุด B ส่วนสปูลนั้นถูกดีไซน์ให้สมดุลย์มีแรงเสียดทานต่ำ สปูลจึงยังคงหมุนที่ความเร็วค่อนข้างคงที่ตามแรงเฉื่อยของตัวสปูลเอง...
...เมื่อเหยื่อพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วก็จะตกลงมา ทำให้เกิดความเร็วในแนวดิ่งอีกครั้ง ตั้งแต่จุด B ไปถึงจุด C ความเร็วของเหยื่อจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเท่ากับความเร็วในการหมุนของสปูลที่จุด C และตั้งแต่จุด C ไปถึงจุด D คือจุดมีแรงดึงจากเหยื่อไปเร่งการหมุนของสปูลอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งเหยื่อกระทบเป้าหมายและเราใช้นิ้วกดหยุดการหมุนของสปูลที่จุด D...
...จากกราฟ ช่วงขณะที่มีโอกาสเกิดสายฟู่ได้นั้นคือช่วงเวลาที่ความเร็วของเหยื่อช้ากว่าความเร็วของสปูลตั้งแต่จุด A ไปถึงจุด C นั่นเอง โดยจุดที่มีโอกาสเกิดสายฟู่มากที่สุดคือจุด B หรือช่วงเวลาที่เหยื่อพุ่งขึ้นไปสู่ต่ำแหน่งสูงสุด ผมเองก็เคยสังเกตุเหมือนกันว่าถ้าตีเหยื่อแบบไม่ใช่ระบบหน่วงเลย จะมีอยู่ช่วงจังหวะนึงที่สายบานฟูออกมาจากสปูล ต้องคอยเอานิ้วลูบไว้ แล้วสายที่บานฟูออกก็จะถูกดึงออกไปในที่สุด...
...นอกจากนี้ในกรณีที่ตีเหยื่อทวนลม ตามกราฟเส้นสีส้ม จะเห็นได้ว่าความเร็วของเหยื่อกับสปูลนั้นแตกต่างกันมากกว่าปกติ ทำให้โอกาสเกิดสายฟู่จึงมากขึ้นไปอีก...
...อธิบายกันมาพักใหญ่แล้ว หวังว่าคงพอเข้าใจกับแล้วนะครับว่าสายฟู่เกิดขึ้นได้อย่างไร ติดตามต่อไปตอนที่ 2 นะครับ...
...มีความสุขกับการตกปลาทุกคนนะครับ...^_^
...อธิบายกันมาพักใหญ่แล้ว หวังว่าคงพอเข้าใจกับแล้วนะครับว่าสายฟู่เกิดขึ้นได้อย่างไร ติดตามต่อไปตอนที่ 2 นะครับ...
...มีความสุขกับการตกปลาทุกคนนะครับ...^_^
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
